อาการตั้งครรภ์ ตั้งแต่เริ่มท้องจนถึงคลอด มีอาการอย่างไรบ้างต้องมาดู

01 September 2026
10 view

การเดินทางตลอด 9 เดือนของคุณแม่ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราก็ได้สรุป อาการตั้งครรภ์ ตั้งแต่เริ่มท้องจนถึงคลอดมาบอกให้รู้กันแล้ว เพื่อให้คุณแม่รับมือได้อย่างมั่นใจ เริ่มจากไตรมาสแรกที่ต้องเจอกับสัญญาณเตือนอย่างประจำเดือนขาด คัดตึงเต้านม อ่อนเพลีย และอาการแพ้ท้อง จนถึงไตรมาสสุดท้ายที่ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ทั้งอาการอึดอัดแน่นท้อง ปัสสาวะบ่อย และเจ็บครรภ์เตือน มาเช็กลิสต์อาการในแต่ละช่วงไปพร้อมกันเลย

ไตรมาสที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1–13) 

ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากปฏิสนธิ และมีสัญญาณการตั้งครรภ์ในแต่ละสัปดาห์ดังนี้

สัปดาห์ที่ 1: ร่างกายอยู่ในช่วงประจำเดือนวันแรกๆ ของรอบเดือนล่าสุด ยังไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นจริง แต่เป็นจุดเริ่มนับอายุครรภ์ตามหลักการแพทย์

สัปดาห์ที่ 2: เกิดการตกไข่และการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิในไข่ ร่างกายยังไม่แสดงอาการภายนอก แต่ระดับฮอร์โมนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงภายใน

สัปดาห์ที่ 3: ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วเดินทางมาฝังตัวที่ผนังมดลูก คุณแม่บางท่านอาจเริ่มมี "เลือดล้างหน้าเด็ก" เป็นหยดเลือดจางๆ สีชมพูหรือน้ำตาล

สัปดาห์ที่ 4: ประจำเดือนเริ่มขาดเป็นสัญญาณแรก และเริ่มตรวจพบฮอร์โมน hCG ทางปัสสาวะ ร่างกายเริ่มมีอาการคัดตึงเต้านม หัวนมมีความไวต่อการสัมผัส

สัปดาห์ที่ 5: อาการแพ้ท้องเริ่มปรากฏ เช่น คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ไวต่อกลิ่นต่างๆ ได้ง่าย และมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นจากการขยายตัวของมดลูก

สัปดาห์ที่ 6: อาการแพ้ท้องและคลื่นไส้ตอนเช้า (Morning Sickness) ชัดเจนขึ้น ร่างกายอ่อนเพลีย ง่วงนอนตลอดเวลาเนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนพุ่งสูง

สัปดาห์ที่ 7: อาการตั้งครรภ์ช่วงนี้ เริ่มมีอาการอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ท้องอืด ท้องผูก หรือมีแก๊สในกระเพาะอาหาร 

สัปดาห์ที่ 8: เต้านมขยายขนาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลานนมมีสีเข้มขึ้น อาจมีอาการอยากอาหารแปลกๆ หรือไม่อยากทานอาหารที่เคยชอบ

สัปดาห์ที่ 9: อาการแพ้ท้องแตะระดับสูงสุด ร่างกายเหนื่อยล้าได้ง่าย มีอาการปวดหัว วิงเวียนศีรษะจากระดับน้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง

สัปดาห์ที่ 10: เริ่มสังเกตเห็นเส้นเลือดฝาดขึ้นชัดตามเต้านมและหน้าท้อง อาการอารมณ์สวิงเริ่มคงที่มากขึ้น แต่ยังคงมีความอ่อนเพลีย

สัปดาห์ที่ 11: อาการคลื่นไส้แพ้ท้องเริ่มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยในบางคน อาจมีอาการเป็นตะคริวที่ขา แสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อน

สัปดาห์ที่ 12: มดลูกขยายใหญ่ขึ้นจนพ้นอุ้งเชิงกราม ลดแรงกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยน้อยลง อาการแพ้ท้องเริ่มบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด

สัปดาห์ที่ 13: สัปดาห์สุดท้ายของไตรมาสแรก ร่างกายเริ่มสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น มีผิวกระจ่างใสขึ้น (Pregnancy Glow) พร้อมก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 2

ไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 14–27)

อาการตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 จะมีความชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะหน้าท้องที่ขยายใหญ่อย่างเห็นได้ชัด 

สัปดาห์ที่ 14: อาการแพ้ท้องและคลื่นไส้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณแม่เริ่มกลับมามีความอยากอาหาร สดชื่น มีพลังงานมากขึ้น และท้องเริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย

สัปดาห์ที่ 15: ร่างกายผลิตเลือดเพิ่มขึ้น อาจมีอาการแน่นจมูก คัดจมูก หรือเลือดกำเดาไหลง่าย (Pregnancy Rhinitis) จากการขยายตัวของเส้นเลือดในโพรงจมูก

สัปดาห์ที่ 16: มดลูกขยายโตขึ้นจนขอบมดลูกอยู่ระดับกลางระหว่างกระดูกเชิงกรามกับสะดือ อาจเริ่มรู้สึกปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อยหรือขาหนีบ (Round Ligament Pain) 

สัปดาห์ที่ 17: เริ่มปรากฏรอยแตกลายสีชมพูหรือน้ำตาลตามหน้าท้อง สะโพก และต้นขา ร่างกายมีเหงื่อออกง่ายขึ้น เนื่องจากระบบเผาผลาญทำงานหนักขึ้น

สัปดาห์ที่ 18: คุณแม่บางท่าน อาจเริ่มรู้สึกถึง ลูกดิ้นครั้งแรก (Quickening) เล็กน้อย คล้ายมีผีเสื้อบิน หรือตู้มๆ เบาๆ ในท้อง

สัปดาห์ที่ 19: ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน อาจเกิดฝ้า กระ หรือรอยหมองคล้ำตามใบหน้าและลำคอ (Cloasma/Chloasma) รวมถึงเริ่มเห็นเส้นสีดำกลางหน้าท้อง (Linea Nigra)

สัปดาห์ที่ 20: กึ่งกลางของการตั้งครรภ์! ยอดมดลูกสูงถึงระดับสะดือ คุณแม่ท้องแรกจะเริ่มรู้สึกถึงลูกดิ้น ตอด หรือถีบท้องได้อย่างชัดเจน

สัปดาห์ที่ 21: น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ อาจเริ่มมีอาการปวดหลัง หลังตึง และปวดขาจากการที่จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป

สัปดาห์ที่ 22: อาจมีอาการเท้าบวม ข้อเท้าบวมเล็กน้อยจากการคั่งของน้ำในร่างกาย และเริ่มมีมูกขาวใสหรือตกขาวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติ

สัปดาห์ที่ 23: ทารกเริ่มเคลื่อนไหวเป็นจังหวะมากขึ้น คุณแม่อาจมีอาการเป็นตะคริวที่น่องหรือขาบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในช่วงดึกหรือขณะนอนหลับ

สัปดาห์ที่ 24: หน้าอกอาจเริ่มสร้างน้ำนมเหลือง (Colostrum) และมีน้ำนมไหลซึมออกมาเล็กน้อยที่หัวนม มดลูกเริ่มกดทับลำไส้ทำให้ท้องผูกได้ง่ายขึ้น

สัปดาห์ที่ 25: เริ่มรู้สึกถึงอาการมดลูกบีบตัวแข็งเกร็งเบาๆ ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการซ้อมบีบตัวหรือ อาการเจ็บครรภ์เตือน (Braxton Hicks)

สัปดาห์ที่ 26: มดลูกขยายดันขึ้นมาดันกะบังลม ทำให้คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกหายใจตื้นขึ้น หายใจไม่อิ่ม และมีอาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) จากกรดไหลย้อน

สัปดาห์ที่ 27: สัปดาห์สุดท้ายของไตรมาสที่สอง คุณแม่อาจรู้สึกตาแห้ง ระคายเคืองตาได้ง่ายขึ้น และเริ่มนอนหลับยากขึ้น เนื่องจากหาท่านอนสบายได้ยาก

ไตรมาสที่ 3 (สัปดาห์ที่ 28–40)

มาถึงช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ อีกไม่นานก็จะได้พบหน้าลูกน้อยแล้ว โดยมีอาการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อยดังนี้

สัปดาห์ที่ 28: เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายอย่างเป็นทางการ ทารกตัวโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณแม่รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง และเหนื่อยง่ายขึ้น ทารกเริ่มหมุนศีรษะลงด้านล่าง

สัปดาห์ที่ 29: อาการปวดหลัง ปวดสะโพก และปวดอุ้งเชิงกรามชัดเจนขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนรีแลกซิน (Relaxin) คลายข้อต่อและเอ็นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด

สัปดาห์ที่ 30: ปัสสาวะบ่อยขึ้นอย่างมาก จากการที่มดลูกกดทับกระเพาะปัสสาวะ อาจมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หลับไม่สนิท และฝันแปลกๆ จากความกังวล

สัปดาห์ที่ 31: อาการเจ็บครรภ์เตือน (Braxton Hicks) เกิดขึ้นบ่อยขึ้น มดลูกจะตึงแข็งเป็นพักๆ แต่ไม่มีอาการปวดรุนแรงและห่างกันไม่เป็นจังหวะ

สัปดาห์ที่ 32: อาการแสบร้อนกลางอก ท้องอืด และกรดไหลย้อนกลับมารุนแรงขึ้น เนื่องจากมดลูกเบียดกระเพาะอาหารอย่างเต็มที่

สัปดาห์ที่ 33: มือ บวม เท้าบวม ขาบวม ชัดเจนขึ้นจากการคั่งของน้ำในร่างกาย และอาจมีอาการชาบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome)

สัปดาห์ที่ 34: น้ำนมเหลือง (Colostrum) อาจไหลซึมจากเต้านมมากขึ้น ร่างกายเริ่มอ่อนเพลียคล้ายช่วงไตรมาสแรก เนื่องจากต้องอุ้มน้ำหนักที่มากขึ้น

สัปดาห์ที่ 35: พื้นที่ในท้องเริ่มแน่น ทารกดิ้นน้อยลงในลักษณะการเตะ แต่เปลี่ยนเป็นการโก่งตัว ม้วนตัว หรือดันหน้าท้องให้เห็นเป็นลูกคลื่นแทน

สัปดาห์ที่ 36: ทารกเริ่มเลื่อนหัวลงสู่อุ้งเชิงกราม (Lightening): คุณแม่จะรู้สึก "ท้องลด" หายใจสะดวกขึ้น อิ่มง่ายขึ้น แต่จะปวดหน่วงบริเวณเชิงกรามและปัสสาวะถี่ขึ้นมาก

สัปดาห์ที่ 37: ถือว่าทารกเติบโตสมบูรณ์เกือบเต็มที่ (Early Term) คุณแม่อาจมีตกขาวเพิ่มขึ้น และต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนการคลอดจริงอย่างใกล้ชิด

สัปดาห์ที่ 38: ปากมดลูกเริ่มเปิดและบางลง อาจมี มูกเลือด (Show) หลุดออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงวันคลอดในไม่ช้า

สัปดาห์ที่ 39: สัญญาณเตือนคลอดจริงเริ่มชัดเจน เช่น มดลูกบีบตัวปวดเกร็งเป็นจังหวะสม่ำเสมอและถี่ขึ้นเรื่อยๆ หรือมี ถุงน้ำคร่ำแตก (น้ำเดิน) ไหลออกทางช่องคลอด

สัปดาห์ที่ 40: ครบกำหนดคลอด (Full Term) หากยังไม่มีสัญญาณคลอด แพทย์จะประเมินสุขภาพทารกและวางแผนกระตุ้นการคลอดตามความเหมาะสม

บทสรุป

ใครที่กำลังตั้งครรภ์ ลองสังเกตอาการกันดู ว่าตอนนี้คุณมีอาการอย่างไรบ้าง ซึ่งหากพบอาการตั้งครรภ์ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยไว้นานเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณความผิดปกติ หรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้นั่นเอง

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

Q1: อาการประจำเดือนจะมา กับ อาการเริ่มตั้งครรภ์ ต่างกันอย่างไร?

A: อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และอาการเริ่มท้องมีความคล้ายคลึงกันมากเนื่องจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง แต่จุดต่างสำคัญคือ:

  • อาการตั้งครรภ์: มักมีอาการแพ้ท้อง ไวต่อกลิ่น มีเลือดล้างหน้าเด็ก และเต้านมคัดตึงนานกว่าปกติร่วมกับหัวนมสีเข้มขึ้น
  • อาการ PMS: มักมีสิวขึ้น ท้องอืด อารมณ์หงุดหงิด และอาการเจ็บเต้านมจะหายไปทันทีเมื่อประจำเดือนเริ่มมา

Q2: ตรวจครรภ์ได้เร็วที่สุดกี่วันหลังจากปฏิสนธิ?

A: สามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้เร็วที่สุดประมาณ 10–14 วันหลังการปฏิสนธิ (หรือช่วงที่ประจำเดือนขาดไป 1–2 วัน) โดยใช้ชุดตรวจครรภ์ทางปัสสาวะเพื่อหาฮอร์โมน HCG หากตรวจเร็วเกินไป ผลอาจขึ้น 1 ขีดจางๆ หรือมองไม่เห็น แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกครั้งในอีก 3–5 วันถัดไป

Q3: อาการแพ้ท้องปกติจะเริ่มเมื่อไหร่ และสิ้นสุดลงตอนไหน?

A: อาการแพ้ท้องมักเริ่มในช่วงสัปดาห์ที่ 4–6 ของการตั้งครรภ์ และจะรุนแรงที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 9–11 โดยส่วนใหญ่ระดับฮอร์โมนจะเริ่มคงที่และอาการแพ้ท้องจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2

บทความแนะนำเพิ่มเติม

1. อาการเจ็บครรภ์เตือนและเจ็บครรภ์จริง เป็นอย่างไร?

2. เจ็บอวัยวะเพศ และ เจ็บหัวหน่าวขณะตั้งครรภ์ รักษาอย่างไรดี

3. ฝึกการหายใจขณะคลอดให้ถูกวิธี ลูกปลอดภัยไม่พร่องออกซิเจน

เรียบเรียงโดย :  Mamaexpert Editorial Team 

 

  • No tag available